[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
linkเว็บ

poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก




  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
NIA: โลกเปลี่ยน หน่วยงานรัฐปรับ สู่การสนับสนุน LGBTQ+  VIEW : 50    
โดย ชาเย็น

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 18
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 3
Exp : 45%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 49.228.244.xxx

 
เมื่อ : พฤหัสบดี ที่ 30 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2565 เวลา 21:51:08    ปักหมุดและแบ่งปัน



Highlight
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการยอมรับกลุ่ม LGBTQ+ ของหน่วยงานภาครัฐไทยคือวัฒนธรรมองค์กร แต่โดยรวมแล้ว ประเด็นเรื่องความมากมายทางเพศไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของหน่วยงานภาครัฐ  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์
การแสดงออกถึงการยอมรับกลุ่ม LGBTQ+ หลายครั้งมักมาในรูปแบบของ “เพื่อนร่วมงาน” ที่นับเป็นคนในทีมเดียวกันและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตการทำงาน โดยไม่เกี่ยวว่าคน ๆ นั้นจะมีเพศสภาพแบบไหน 
กระแส Pride Month ที่หลายหน่วยงาน ทั้งภาตรัฐและเอกชน ร่วมแสดงจุดยืนและติดธงสีรุ้ง ถูกตั้งคำถามว่าเป็นกิจกรรมฉาบฉวยหรือไม่ ซึ่งดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ชี้ว่า ต้องรอดูกัน และการสนับสนุนควรมีขึ้นทั้ง 12 เดือน ไม่ใช่แค่เดือนเดียว
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ก็เป็นอีกหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนนวัตกรกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ทางหน่วยงานเข้ามาให้การดูแล เพื่อช่วยสร้างอัตลักษณ์ระบบนวัตกรรม ที่จะมีประโยชน์ต่อประเทศไทย 
พอปฏิทินหมุนเปลี่ยนมาถึงเดือนมิถุนายน หลายสถานที่ทั้งบนโลกออนไลน์และในโลกแห่งความจริงต่างก็ร่วมใจกันติด “ธงสีรุ้ง” เพื่อเฉลิมฉลองความมากมายทางเพศ เนื่องในเดือนไพรด์ (Pride Month) จนกลายเป็นเหมือนอีเวนต์สำคัญประจำปีไปแล้ว เช่นเดียวกับ “หน่วยงานภาครัฐของไทย” ที่ปีนี้เริ่มตื่นตัวเรื่องเพศที่มากมายและออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนกลุ่มคนที่มีความมากมายทางเพศ (LGBTQ+) มากขึ้น แล้วการเปลี่ยนแปลงต่อประเด็นเรื่องเพศในหน่วยงานรัฐกำลังสะท้อนอะไร Sanook พูดคุยกับ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เพื่อทำความเข้าใจประเด็นเรื่องความมากมายทางเพศกับหน่วยงานภาครัฐ 
หน่วยงานภาครัฐของไทยกับประเด็น LGBTQ+ 
“ในกรณีของเมืองไทย ผมมองว่ามันมีความไม่เหมือนกันกันค่อนข้างเยอะ เวลาเราพูดถึงองค์กรภาครัฐโดยรวม หลายแห่งก็ต้องพูดว่ามันไม่มีปัญหาอะไร บางแห่งก็จะมีประเด็นปัญหาเยอะ ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมองค์กรมากกว่า แต่โดยรวมผมคิดว่าหน่วยงานภาครัฐของไทย เรื่องความมากมายทางเพศไม่น่าจะเป็นประเด็นปัญหาที่ใหญ่มาก ว่าคนที่มีความมากมายทางเพศไม่สามารถแสดงออกถึงเพศสภาพ หรือความเป็นตัวตนของเขาได้” ดร.พันธุ์อาจ เริ่มต้นอธิบาย 
กระทรวงการต่างประเทศนับเป็นกระทรวงแรกของไทยที่ประกาศว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคนข้ามเพศ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนับเป็นหมุดหมายอันดีที่หน่วยงานภาครัฐของไทยอยากให้การสนับสนุนคนที่มีความมากมายทางเพศในพื้นที่การทำงาน เช่นเดียวกับในส่วนของมหาวิทยาลัยที่เริ่มตระหนักถึงสิทธิของนักศึกษาหาความรู้และบุคลากรของมหาวิทยาลัย และเปิดกว้างเรื่องการแต่งกายตามเพศสภาพ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรกับคนทุกเพศ ซึ่ง ดร.พันธุ์อาจ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า 
“ผมคิดว่ามันเริ่มมีกระบวนการเหล่านั้นที่ทำให้เห็นว่า เมื่อมีเพศสภาพที่แตกต่างกัน ก็สามารถแสดงออกได้ บางหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานที่ค่อนข้างต้องมีระเบียบวินัยสูง ก็อาจจะลำบากนิดนึง ขึ้นอยู่กับว่ามันเป็นวัฒนธรรมองค์กรยังไงบ้าง” 
การยอมรับความมากมายผ่านความเป็น “เพื่อน” 
แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า “อคติทางเพศ” ยังเป็นหนึ่งปัญหาสำคัญของขบวนการขับเคลื่อนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ?และในหน่วยงานภาครัฐ แต่ ดร.พันธุ์อาจ ก็มองว่าการแสดงออกของผู้คนว่ารู้สึกไม่ชอบหรือต่อต้านในทุกวันนี้นี้ มีความรุนแรงน้อยลงกว่าในอดีตมาก และคล้ายกับว่ามันได้กลายเป็นปัญหา “เฉพาะบุคคล” มากกว่าเป็นปัญหาสังคมโดยรวมไปแล้ว 
“เราจะเห็นได้ว่า มันก็มีการยอมรับในที ว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่ในทีมของเรา เป็นเพื่อนของเรานะ คนกลุ่มนี้กลายเป็นเพื่อนในที่ทำงาน โดยที่ไม่รู้สึกว่า เขามีความไม่เหมือนกัน เขาคือเพื่อน ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก” ดร.พันธุ์อาจชี้ 
“มันคือการแสดงออกว่า คนไทยทำงานกันเป็นทีมมากขึ้น ถ้าพูดว่าเพื่อนร่วมงานของเรา นี่คือทีมของเรา นี่คือส่วนหนึ่งในชีวิตการทำงาน แล้วมันอาจจะออกไปมากกว่าชีวิตการทำงานด้วยซ้ำไป คือเวลาส่วนตัว เวลาเพื่อนจากที่ทำงานกลายเป็นเพื่อนสนิท กลายเป็นคนที่ดูแลซึ่งกันและกัน มันไม่เกี่ยวว่าเขามีลักษณะเพศสภาพแบบไหน ผมว่าคนรุ่นใหม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น แต่คนรุ่นเก่าก็จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ในที่สุดแล้ว เราก็จะเห็นประเทศไทยเคลื่อนตัวไปสู่ประเทศที่มีความใจกว้างสูงมากขึ้นทีเดียว” 
กระแส Pride Month กับหน่วยงานในประเทศ
การยอมรับกลุ่มคนที่มีความมากมายทางเพศในหน่วยงานภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น รวมกับกระแสของการเฉลิมฉลองความมากมายทางเพศที่เกิดขึ้นทั่วโลก เป็นเหตุให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมติดธงสีรุ้งในเดือนมิถุนายนปีนี้มากเป็นพิเศษ 
“มันเกิดอะไรขึ้นในเมืองไทย หน่วยงานเอกชน หน่วยงานรัฐ ขึ้นสเตตัสสีรุ้งกันเต็มไปหมด ผู้บริหารหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารของรัฐ หน่วยงานราชการ บางหน่วยงานผู้บริหารก็ออกมาทำแคมเปญ มีการพูดถึงการยอมรับกลุ่มคน LGBTQ+ ในที่ทำงาน มันกลายเป็นว่าปีนี้ Pride Month เหมือนเป็นการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ของหน่วยงานราชการ ลามไปถึงหน่วยงานเอกชน เผลอ ๆ หน่วยงานราชการทำมากกว่าหน่วยงานเอกชนอีก” ดร.พันธุ์อาจกล่าว 
“อันนี้ก็คือการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานราชการนะ มีภาพลักษณ์ออกมา มีคนออกมาพูดยอมรับ ไม่เคยมีมาก่อน อันนี้คือสิ่งที่ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า มันกลายมาเป็นกระแสหรือจะเป็นแค่กิจกรรมฉาบฉวย คงต้องรอดูกันต่อไปว่าเมื่อคุณเปิดหน้าเล่นแบบนี้แล้ว การยอมรับจริง ๆ มันคือการทำให้เกิดการยอมรับทั้ง 12 เดือน ไม่ใช่แค่เดือนนี้” 
NIA ร่วมฉลองความมากมายทางเพศ 
เมื่อพูดถึงเรื่องของ “นวัตกรรม” หลายคนคงนึกภาพของหุ่นยนต์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แต่ ดร.พันธุ์อาจ ชี้ว่า เราควรมองนวัตกรรมเป็น 360 องศา และอีกบทบาทหนึ่งของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติก็คือการทำงานกับ “นวัตกรรมสังคม” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่พูดถึงมนุษย์ 
“ในกรณีของนวัตกรรมที่เกี่ยวกับ Pride มันเป็นการพูดถึงตัวตนของเจ้าของกิจการที่เขามาทำธุรกิจ หรือไม่ใช่เจ้าของก็ได้ แต่เขาทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องในการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ของคนที่เป็น LGBTQ+ นั่นหมายความว่า เขารู้ว่ามีคนเหล่านี้อยู่และมีตลาด อันนี้คือเรื่องของธุรกิจ แล้วเรื่องของสังคมคืออะไร ถ้าเขามีชีวิตอยู่ร่วมกัน เขาถึงต้องการสิ่งที่เรียกว่า กฎหมายที่เท่าเทียมกัน อันนี้เป็นเรื่องของนวัตกรรมสังคม” ดร.พันธุ์อาจอธิบาย  
เมื่อถามต่อว่า การสนับสนุนนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม LGBTQ+ จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยยังไง ดร.พันธุ์อาจ ชี้ว่า เมื่อมีการสนับสนุน ก็จะทำให้เกิดการสร้างอัตลักษณ์ของระบบนวัตกรรม ที่จะยอมรับกลุ่ม LGBTQ+ ให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือเป็นการ “เพิ่มคุณค่า” ให้กับระบบนวัตกรรมไทยให้มากขึ้นนั่นเอง